ลุงขาวไขอาชีพ.
ลุงขาวไขอาชีพ

จากขายยา สู่การสอนอาชีพ: จุดเริ่มของ \"ลุงขาวไขอาชีพ\" และเสียงสอนอาชีพทางวิทยุ

เผยแพร่ 29 มิ.ย. 2026 · อ่าน 7 นาที

ตำนาน "ลุงขาวไขอาชีพ" ไม่ได้เริ่มจากห้องเรียน แต่เริ่มจากรถขายยาที่บุกไปถึงหมู่บ้านห่างไกล — เมื่อชายผู้หนึ่งตัดสินใจ "ตอบแทนน้ำใจ" ลูกค้า ด้วยการแจกวิชาอาชีพให้เปล่า แล้วต่อยอดสู่คลื่นวิทยุที่คนทั้งประเทศได้ฟัง

ทุกวันนี้คำว่า "การสอนอาชีพ" อาจฟังดูธรรมดา มีโรงเรียนและคอร์สสอนอาชีพให้เห็นทั่วไป แต่หากย้อนกลับไปเมื่อสี่ห้าสิบปีก่อน เรื่องของการ "ให้วิชา" แก่คนแปลกหน้าโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครทำกัน เรื่องราวที่กองบรรณาธิการเรียบเรียงต่อไปนี้มาจากหนังสือ "ลุงขาวไขอาชีพ: หนึ่งคนคิด หลายชีวิตเติบโต" จัดพิมพ์โดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) พ.ศ. 2552 ซึ่งบันทึกไว้ว่า จุดเริ่มของตำนานนี้คือ "การตอบแทนลูกค้า" นั่นเอง

ตอบแทนน้ำใจ: เมื่อรถขายยากลายเป็นห้องเรียนเคลื่อนที่

ห้าง "ขาวละออเภสัช" คือจุดเริ่มต้นของภารกิจที่ทำให้ นายวราพงษ์ พงษ์บริบูรณ์ เป็นที่รู้จักในฐานะผู้สร้างตำนานการสอนอาชีพให้กับสังคมไทย งานที่เขารับผิดชอบที่ห้างขาวละออเภสัชไม่ต่างจากงานเดิม คือการตระเวนขายยาไปยังท้องถิ่นต่าง ๆ ไม่ว่าทุรกันดารเพียงใด ทั้งอีสาน เหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก และภาคกลาง

จากประสบการณ์ทำงานกว่า 15 ปี ที่ตระเวนโฆษณาขายยาไปทั่วทุกภาค เขาได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในชนบทที่มีเพียง "เทวดาฟ้าฝน" เป็นที่พึ่ง รายได้จากการเกษตรขึ้น ๆ ลง ๆ ตามดินฟ้าอากาศ ความรู้สึกเห็นใจนี้เองทำให้นายวราพงษ์อยากทำอะไรสักอย่างเพื่อ ตอบแทนน้ำใจ ที่ชาวบ้านอุดหนุนสินค้าของเขา (สช., 2552)

จากความคิดนั้น เขาได้นำไปปรึกษากับ คุณพ่อหมอหลง ขาวละออ ผู้เป็นเจ้าของห้างขาวละออเภสัช และทั้งสองเห็นพ้องกันว่า สิ่งตอบแทนน้ำใจที่จะช่วยให้ชาวบ้านมีทั้งความรู้และรายได้เพิ่มขึ้น ก็คือ "การให้ความรู้ด้านอาชีพ" หลังจากนั้นทุกครั้งที่ออกไปขายยา คณะของเขาจะจัดการสอนอาชีพง่าย ๆ ซึ่งเป็นความรู้ที่สั่งสมจากการเดินทาง โดยเริ่มจากการชวนเด็ก ๆ มาเรียนรู้แบบเล่นด้วยเรียนด้วย ส่วนผู้ใหญ่ก็แนะนำด้วยสำนวนสนุก ๆ ควบคู่ไปกับการขายยา

ความสัมพันธ์แบบพ่อค้า–ลูกค้าจึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นคนคุ้นเคย สำหรับชาวบ้านและเด็ก ๆ คนขายยาผู้นี้ไม่ใช่เพียงพ่อค้า หากเป็นเสมือนญาติผู้ใหญ่ที่คอยสอน คอยถ่ายทอดความรู้ จนไปที่ไหนใคร ๆ ก็เรียกเขาว่า "ลุงขาวละออ" เพราะมาในนามห้างขาวละออเภสัช และในที่สุดก็เรียกกันติดปากสั้น ๆ ว่า "ลุงขาว" (สช., 2552)

จากขายยา เปลี่ยนมาสอนอาชีพ: วิชาจากถิ่นหนึ่งสู่อีกถิ่น

ปีแล้วปีเล่าที่ลุงขาวออกขายยาไปพร้อม ๆ กับการเผยแพร่ความรู้ด้านอาชีพ ในลักษณะของการนำวิชาไปแลกเปลี่ยนกัน อาชีพจากภาคใต้ถูกนำไปสอนคนภาคเหนือ อาชีพของคนเหนือถูกถ่ายทอดให้คนอีสาน สลับไปสลับมา ด้วยหวังจะให้ความรู้นั้นกระจายตัวและสร้างรายได้ให้คนในท้องถิ่นที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย

ลุงขาวเคยเขียนเล่าไว้ในตำราลุงขาวไขอาชีพ ฉบับ ส.ค.ส. 2535 ว่า "สมัยนั้นการคมนาคมไม่สะดวกเหมือนทุกวันนี้ บ้านป่าก็คือป่า บ้านเขาก็คือเขา... เมื่อเขาได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ จากที่อื่น ก็หูตาสว่างขึ้น" และเล่าต่อว่า ชาวบ้านมีเวลาว่างหลังฤดูเก็บเกี่ยว จึงนำวิชาง่าย ๆ ไปทำเป็นอาชีพเสริม สมัยนั้นมีรายได้เพิ่มอีกวันละ 5 บาทหรือ 10 บาท เขาก็พอใจมากแล้ว (สช., 2552)

สิ่งที่ทำให้แนวทางนี้พิเศษคือ ลุงขาวสอนให้โดย ไม่เก็บค่าใช้จ่ายและไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ จนระยะหลังการโฆษณาขายยาเริ่มลดน้อยลง เพราะเน้นหนักไปที่การสอนอาชีพแทน หนังสือบันทึกไว้ว่า ในแต่ละกลุ่มอาชีพที่สอน มักมีผู้เรียนราว 5–10 คน ที่สนใจอย่างจริงจังและนำความรู้ไปประกอบเป็นอาชีพหลักได้ คนกลุ่มนี้จึงเป็นเหมือนตัวอย่างความสำเร็จที่ทำให้หมู่บ้านอื่น ๆ อยากมาเรียนรู้บ้าง การสอนจึงแพร่กระจายจากกลุ่มหนึ่งไปอีกกลุ่ม ด้วยการเล่าต่อ ๆ กันว่า "สิ่งที่ลุงขาวสอนนั้นทำได้จริง และสอนให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน"

แม้ภายหลังงานของลุงขาวจะเปลี่ยนจากการตระเวนขายยา มาเป็นงานบริหารที่สำนักงานในกรุงเทพฯ แต่เขาก็ยังหาโอกาสชวนเพื่อนฝูงผู้มีความรู้วิชาชีพต่าง ๆ เดินทางไปสอนชาวบ้านในชนบทอยู่เป็นประจำ ยึดมั่นในความตั้งใจเดิม คือเอาวิชาความรู้ด้านอาชีพไปให้โดยไม่ปิดบังและไม่หวังสิ่งตอบแทน

ไขอาชีพผ่านสื่อ: เมื่อการสอนอาชีพกลายเป็นเสียงทางวิทยุ

ด้วยอุปนิสัยขยัน อดทน อัธยาศัยดี และบุคลิกเป็นคนพูดจาน่าเชื่อถือมีลูกเล่นสนุกสนาน เพื่อนฝูงที่เห็นแววนักพูดและนักคิดสร้างสรรค์ในตัวลุงขาว จึงชักชวนให้เขามาทำงานในฐานะ นักจัดรายการวิทยุ นี่คือก้าวแห่งการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง — ยังคงอยู่ในเส้นทาง "การสอนอาชีพ" แต่เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา

ในปี พ.ศ. 2507 เมื่อเริ่มตั้ง สถานีวิทยุยานเกราะ 785 ใหม่ ๆ ลุงขาวได้รับการชักชวนและสนับสนุนจากกลุ่มเพื่อน (ไพรัช กสิวัฒน์ และคณะ) ให้มาจัดรายการช่วงเช้ามืดในชื่อ "ชีวิตนี้ยังมีหวัง โดย ลุงขาว" ซึ่งเป็นการจัดรายการวิทยุครั้งแรกของเขา รูปแบบรายการคือไปสัมภาษณ์ผู้ประกอบอาชีพต่าง ๆ เพื่อนำความรู้จากประสบการณ์จริงมาเผยแพร่ ทั้งวิธีการ เคล็ดลับสร้างรายได้ ตลอดจนปัญหาและการแก้ไข เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้ฟังที่อยากมีอาชีพหรืออย่างน้อยก็ลดรายจ่าย หลังออกอากาศได้ราวหนึ่งเดือน ผู้ดูแลสถานีได้เปลี่ยนชื่อรายการเป็น "ลุงขาวไขอาชีพ" ซึ่งตรงกับเนื้อหามากที่สุด (สช., 2552)

ต่อมาในปี พ.ศ. 2509 ลุงขาวได้พบกับ สมจิตต์ สิทธิไชย หัวหน้าแผนกจัดรายการวิทยุ ท.ท.ท. (บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด) ทั้งคู่มีความต้องการช่วยเหลือประชาชนผู้ด้อยโอกาสคล้ายกัน ลุงขาวจึงขยายรายการมาออกอากาศทาง ท.ท.ท. ภาคเพลินเพลงอีกสถานีหนึ่ง ก่อนจะขยายต่อไปอีกหลายสถานี ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด บางสถานีแม้ลุงขาวไม่ได้ไปจัดสด ก็ยังนำเทปที่ออกอากาศแล้วไปเปิดเป็นรายการประจำ

หนังสือเล่าถึงความประทับใจครั้งหนึ่งว่า เมื่อถุงพัสดุเทปที่ต้องส่งไปสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยที่ขอนแก่น นครราชสีมา และอุบลราชธานี ไปถึงแค่ขอนแก่น เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์เขตขอนแก่นในสมัยนั้นได้แจ้งให้อีก 2 สถานีถ่ายทอดรายการ "ลุงขาวไขอาชีพ" ต่อจากสถานีขอนแก่น ด้วยเหตุผลว่าไม่ต้องการให้รายการดี ๆ เช่นนี้ขาดหายไป เพราะจะทำให้ประชาชนที่สนใจต้องรอคอย — เกร็ดเล็ก ๆ นี้สะท้อนว่ารายการเคยโด่งดังและมีผู้ฟังได้ประโยชน์มากเพียงใด

ภายหลังลุงขาวยังขยายสู่ โทรทัศน์ ด้วย เพราะเห็นว่าลำพังการฟังอาจไม่ชัดเท่ากับการได้ดูสาธิตจากเจ้าของอาชีพโดยตรง เริ่มจากรายการ "กระจกเงาเยาวชน" (ออกอากาศทางช่อง 7 ขาว-ดำ พ.ศ. 2508) แล้วต่อยอดเป็นรายการ "ลุงขาวไขอาชีพ" ทางโทรทัศน์ที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับทางวิทยุ จนกลายเป็นรายการยอดนิยมที่คนทั่วประเทศรู้จักและติดตาม จากการ "ตอบแทนน้ำใจ" บนรถขายยา จึงค่อย ๆ เติบโตเป็นเสียงสอนอาชีพที่เดินทางไปถึงคนทั้งแผ่นดิน

อยากรู้ว่าหัวใจของการให้นี้ก่อตัวขึ้นมาจากชีวิตวัยเด็กแบบใด อ่านต่อได้ที่ เด็กชายผู้พึ่งตน อดทน จนได้ดี และเรื่องราวภาพรวมทั้งหมดที่ ลุงขาวไขอาชีพ: ชายผู้เปลี่ยน "การให้วิชา" เป็นตำนาน