ลุงขาวไขอาชีพ.
ลุงขาวไขอาชีพ

ลุงขาวไขอาชีพ คือใคร: ประวัติ วราพงษ์ พงษ์บริบูรณ์ ผู้สร้างตำนานสอนอาชีพฟรี

เผยแพร่ 29 มิ.ย. 2026 · อ่าน 8 นาที

เมื่อ 40–50 ปีก่อน "วิชาอาชีพ" คือสิ่งที่หาเรียนยาก และไม่ใช่ของแจกฟรี แต่ชายคนหนึ่งกลับเลือกจะให้มันไปโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน — นี่คือเรื่องราวของ วราพงษ์ พงษ์บริบูรณ์ หรือที่คนทั้งประเทศรู้จักในนาม "ลุงขาว"

ทุกวันนี้ "การสอนอาชีพ" ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ มีโรงเรียนและคอร์สสอนอาชีพให้เห็นมากมาย แต่หากย้อนกลับไปเมื่อราวครึ่งศตวรรษก่อน วิชาอาชีพหลายอย่างยังถือเป็น "มรดกตกทอด" ที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับของตระกูล การจะหาเรียนหรือหาคนสอนจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ในยุคเช่นนั้นเอง ที่ชายคนหนึ่งได้ลุกขึ้นทำสิ่งที่สวนทางกับคนทั่วไป — เขาเอาวิชาอาชีพมาแจกให้ทุกชนชั้นเข้าถึงได้ฟรี (ที่มา: หนังสือ "ลุงขาวไขอาชีพ: หนึ่งคนคิด หลายชีวิตเติบโต", สช.)

บทความนี้เรียบเรียงจากหนังสือเล่มนั้น เพื่อเล่าเส้นทางทั้งสายของลุงขาว ตั้งแต่เด็กชายซุกซนในต่างจังหวัด ผู้ขายยาเร่ทั่วไทย จนกลายเป็น "ผู้ให้" ที่จุดประกายให้เกิดมูลนิธิซึ่งยังมีลมหายใจมาจนวันนี้

เด็กชายผู้พึ่งตน สู่ชายผู้ตระเวนขายยาทั่วไทย

วราพงษ์ พงษ์บริบูรณ์ เกิดเมื่อ วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2471 ที่อำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี เป็นลูกชายคนสุดท้อง บิดาเป็นพ่อค้าที่จากไปตั้งแต่เขาลืมตาดูโลกได้เพียง 3 เดือน (ที่มา: หนังสือ สช.) ความเป็นลูกคนเล็กทำให้เขาเติบโตมาพร้อมนิสัยซุกซนเกินเด็กรุ่นเดียวกัน จนถูกส่งจากบ้านมาเป็นนักเรียนกินนอนในกรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ

ที่โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ ความซนและชอบชกต่อยทำให้เพื่อน ๆ และครูตั้งฉายาให้ว่า "กวนอู" เพราะเวลามีเรื่องหน้าตาจะแดงก่ำเหมือนขุนพลในวรรณกรรมสามก๊ก ต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้โรงเรียนในกรุงเทพฯ ต้องปิด เขากลับไปเรียนต่อที่สระบุรี และสมัครเป็น ยุวชนทหาร เข้าช่วยราชการป้องกันภัยทางอากาศ ทั้งส่งกระสุน เก็บศพ และช่วยพยาบาลผู้บาดเจ็บ — ก้าวเล็ก ๆ ที่หนังสือมองว่าเป็นการอุทิศตนเพื่อส่วนรวมครั้งแรกของเขา (รายละเอียดวัยเยาว์ช่วงนี้ อ่านเพิ่มได้ใน เด็กชายผู้พึ่งตน อดทน จนได้ดี)

หลังสงคราม เขาเรียนต่อที่ โรงเรียนพาณิชยการพระนคร (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร) จบในปี พ.ศ. 2490 เป็นช่วงที่ชีวิตหนักหน่วง ต้องเรียนตอนเช้าและทำงานหลายอย่างจนดึกดื่นเพื่อเลี้ยงตัวเองโดยไม่รบกวนญาติพี่น้อง จากนั้นเข้าสู่วงการขายยา ตระเวนโฆษณาขายยาทางเรือและรถยนต์ไปทั่วทุกภาค รวมเวลากว่า 15 ปี ก่อนจะมาทำงานให้กิจการของครอบครัวภรรยา คือ ห้างขาวละออเภสัช (ที่มา: หนังสือ สช.)

จากขายยา สู่ "การให้วิชา" และเสียงตามสายทั่วประเทศ

15 ปีบนถนนสายขายยา ทำให้วราพงษ์ได้เห็นชีวิตชาวบ้านในชนบทที่มีเพียง "เทวดาฟ้าฝน" เป็นที่พึ่ง รายได้ขึ้นลงตามดินฟ้าอากาศ เขาจึงอยากตอบแทนน้ำใจที่ชาวบ้านอุดหนุนสินค้ามาตลอด และเมื่อปรึกษากับ คุณพ่อหมอหลง ขาวละออ เจ้าของห้าง ทั้งสองเห็นพ้องกันว่าสิ่งที่ช่วยชาวบ้านได้ยั่งยืนที่สุดคือ "การให้ความรู้ด้านอาชีพ" (ที่มา: หนังสือ สช.)

นับแต่นั้น ทุกครั้งที่ออกขายยา คณะของเขาจะสอนอาชีพง่าย ๆ ให้เด็กและชาวบ้านควบคู่ไปด้วย นำวิชาจากถิ่นหนึ่งไปถ่ายทอดอีกถิ่นหนึ่ง จนความสัมพันธ์แบบพ่อค้า–ลูกค้าค่อย ๆ กลายเป็นญาติผู้ใหญ่ที่คอยสอน คอยแนะนำ และเพราะเขามาในนามห้างขาวละออ ชาวบ้านจึงเรียกเขาว่า "ลุงขาวละออ" แล้วเรียกสั้น ๆ จนติดปากว่า "ลุงขาว" (เรื่องการเปลี่ยนจากขายยามาสอนอาชีพ และที่มาของรายการ อ่านต่อได้ใน จากขายยา สู่การสอนอาชีพ)

จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงในปี พ.ศ. 2507 เมื่อลุงขาวได้รับชวนให้จัดรายการวิทยุที่สถานีวิทยุยานเกราะ ในชื่อ "ชีวิตนี้ยังมีหวัง โดย ลุงขาว" ก่อนจะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "ลุงขาวไขอาชีพ" ซึ่งตรงกับเนื้อหามากที่สุด รายการสัมภาษณ์ผู้ประกอบอาชีพจริงมาเล่าเคล็ดลับและวิธีแก้ปัญหา จนได้รับความนิยมอย่างสูง ขยายไปหลายสถานีทั้งวิทยุและโทรทัศน์ บางสถานีที่ลุงขาวไปจัดเองไม่ได้ ก็ยังนำเทปไปเปิดซ้ำ (ที่มา: หนังสือ สช.) เสียงของลุงขาวจึงเดินทางไปถึงผู้ฟังทั่วประเทศ

วิกฤติที่กลายเป็นมูลนิธิ และมรดกที่ยังไม่จางหาย

ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 เกิดเหตุไม่คาดฝัน เมื่อรถจี๊ปที่ใช้ขนอุปกรณ์ไปสอนอาชีพประสบอุบัติเหตุไฟไหม้เสียหาย ลุงขาวต้องชดใช้ค่าเสียหายกว่าสองแสนบาท เพราะการเดินทางไปสอนทั้งหมดเป็นเงินส่วนตัวของเขาเอง ชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างส่งเงินคนละ 5 บาท 10 บาทนับร้อยรายมาช่วย แต่ลุงขาวกลับส่งคืนทุกคน (ที่มา: หนังสือ สช.)

แทนที่จะยอมแพ้ ลุงขาวพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ด้วยการประกาศผ่านวิทยุว่าจะตั้ง "โรงเรียนสอนอาชีพ" ให้เป็นหลักแหล่ง แล้วเปิดรับอาสาสมัครโดยแจ้งชัดว่า "ผู้มีน้ำใจไม่จำเป็นต้องได้สิ่งตอบแทน" ตามหนังสือระบุว่าวันที่ 14 เมษายน 2512 มีอาสาสมัครจากผู้ฟังรายการมาประชุมร่วมกัน 25 คน และถือเป็นวันก่อตั้ง "ชมรมลุงขาวไขอาชีพ" (เดิมตั้งใจใช้ชื่อ "โรงเรียน" แต่ติดข้อกฎหมาย จึงปรับมาเป็นชมรม) วันเปิดสอนอาชีพอย่างจริงจังวันแรกคือ วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2512 ณ สันนิบาตเสรีชน ถนนเพลินจิต ปรากฏว่ามีผู้สนใจมาเรียนกว่า 400 คน สะท้อนช่องว่างของโอกาสในการเรียนวิชาชีพของผู้ยากไร้ในยุคนั้น (ที่มา: หนังสือ สช.)

ชมรมเติบโตต่อเนื่อง ผ่านการย้ายสถานที่หลายครั้ง ได้เป็นองค์การสมาชิกของ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และจดทะเบียนเป็น "มูลนิธิลุงขาวไขอาชีพ" เมื่อ พ.ศ. 2524 สร้างอาชีพให้ประชาชนนับหมื่นคน ด้วยปรัชญาที่ลุงขาวยึดมั่นมาตลอด ดังถ้อยคำที่ท่านเคยเขียนไว้ว่า:

"ให้อาหาร คุ้มไปนานแค่อิ่ม / ให้เครื่องนุ่งห่ม คุ้มไปนานแค่อายุผ้าขาด / ให้เรือนหอ คุ้มไปนานแค่เรือนพัง / ให้วิชา ดีกว่า เลี้ยงตัวเขาไปได้จนวันตาย"

เช้าตรู่ของ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2551 ลุงขาวจากโลกนี้ไปหลังป่วยหนัก แต่งานของมูลนิธิยังดำเนินต่อ แม้วิทยากรจะเหลือเพียงไม่กี่คนและกิจกรรมจะเล็กลง ผู้สืบทอดก็ยังคงสอนอาชีพเป็นวิทยาทานตามเจตนารมณ์เดิม (ที่มา: หนังสือ สช.)

ในวันที่สังคม เศรษฐกิจ และทางเลือกเปลี่ยนไป เส้นทางของมูลนิธิอาจตีบเล็กลง แต่ "ความดี" ที่ลุงขาวจุดไว้ — ความเชื่อว่าการให้วิชาคือการให้ที่ยั่งยืนที่สุด — ยังคงยิ่งใหญ่ในความรู้สึกของใครหลายคน และนั่นคือเหตุผลที่เรื่องราวของชายผู้เปลี่ยน "การให้วิชา" ให้กลายเป็นตำนาน ควรค่าแก่การบันทึกและส่งต่อ