หลายคนรู้จัก "ลุงขาว" ในฐานะชายผู้สอนอาชีพผ่านวิทยุและก่อตั้งมูลนิธิลุงขาวไขอาชีพ แต่น้อยคนจะรู้ว่าความอดทนและน้ำใจที่กลายเป็นตำนานนั้น มีรากมาจากวัยเด็กที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ บทความนี้เรียบเรียงจากหนังสือ "ลุงขาวไขอาชีพ: หนึ่งคนคิด หลายชีวิตเติบโต" ของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เพื่อเล่าเรื่องราวบทแรกในชีวิตของชายที่ชื่อ วราพงษ์ พงษ์บริบูรณ์
เด็กชายลูกหลงแห่งหนองแซง
เด็กชายวราพงษ์เป็นบุตรชายคนสุดท้องของ นายลี พ่อค้าใหญ่ในอำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี เกิดเมื่อ วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2471 เขาเป็นลูกคนที่ 5 ที่พ่อแม่ไม่ได้คาดคิด เพราะตั้งใจว่าจะมีบุตรเพียง 4 คน แต่มารดากลับตั้งครรภ์อีกครั้งหลังลูกคนที่ 4 นานถึง 8 ปี ด้วยความเป็นลูกหลงและลูกคนเล็ก เขาจึงถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจมาโดยตลอด
ทว่าโชคชะตากลับพรากสิ่งสำคัญไปเร็วเกินคาด — บิดาจากไปเมื่อเขาลืมตาดูโลกได้เพียง 3 เดือน (หนังสือ "ลุงขาวไขอาชีพ", สช. 2552) เด็กชายวราพงษ์เริ่มต้นการศึกษาที่โรงเรียนวัดหนองพลับในอำเภอหนองแซง แต่ด้วยความซุกซนจนเกินจะรับไหว พี่ ๆ จึงตัดสินใจส่งเขาไปเรียนโรงเรียนประจำที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุเพียง 8 ขวบ
"นายกวนอู" เด็กชายผู้ไม่เกรงกลัวใคร
แม้จะจากบ้านมาเป็นนักเรียนกินนอนของโรงเรียนดรุณราษฎร์ศึกษาในกรุงเทพฯ แต่ความซุกซนของเด็กชายวราพงษ์ก็ไม่ได้ลดลง เขายังคงชอบเล่น ชอบเอาชนะ ชกต่อยกับเพื่อน ๆ อย่างไม่เกรงกลัวใคร และชอบคิดริเริ่มทำสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ
นิสัยนี้ติดตัวเขามาจนถึงชั้นมัธยมที่ โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ ทุกครั้งที่มีเรื่อง ตัวของเขาจะแดงด้วยเลือดที่สูบฉีดอย่างแรง หน้าแดงก่ำ จนครูประจำชั้นตั้งฉายาให้ว่า "กวนอู" เพราะหน้าแดงเหมือนลักษณะของกวนอู ขุนพลคนสำคัญในวรรณกรรมสามก๊ก (หนังสือ "ลุงขาวไขอาชีพ", สช. 2552) และด้วยความที่มักเล่นซนจนมีเรื่องเป็นประจำ ชื่อ "นายกวนอู" จึงเป็นที่รู้กันดีในหมู่เพื่อนฝูงและนักเรียนทั่วไป
ยุวชนทหาร: ก้าวเล็ก ๆ ที่สะท้อนตัวตน
จุดเปลี่ยนมาถึงพร้อมกับเสียงระเบิด เมื่อ สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้วราพงษ์ต้องหยุดชีวิตนักเรียนกรุงเทพฯ ขณะเรียนเทอมแรกของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพราะกระทรวงศึกษาธิการประกาศปิดโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร เนื่องจากเมืองหลวงเริ่มถูกโจมตีทางอากาศอย่างรุนแรงและถี่ขึ้นในช่วงราว พ.ศ. 2487
เมื่อกลับไปสระบุรี เขาไม่ได้นิ่งเฉย แต่สมัครเข้าช่วยเหลือราชการในฐานะ ยุวชนทหารชั้นปีที่ 2 (หนังสือบันทึกว่าที่จริงขณะเรียนในกรุงเทพฯ เขาเป็นยุวชนทหารชั้นปีที่ 3 แต่จังหวัดสระบุรีเริ่มจัดตั้งยุวชนทหารหลังกรุงเทพฯ จึงมีเพียงชั้นปีที่ 2) ทำงานช่วยราชการร่วมกับตำรวจ ทหาร และพลเรือนในจังหวัดหลายอย่าง อาทิ ช่วยส่งกระสุนและอาวุธ เก็บศพผู้เสียชีวิต และช่วยพยาบาลผู้บาดเจ็บในช่วงสงคราม
หนังสืออธิบายว่าการสมัครเข้าช่วยเหลือราชการครั้งนี้ "สะท้อนให้เห็นถึงน้ำใจและความเสียสละ" ของวราพงษ์ และอาจนับเป็น ก้าวแรกของการอุทิศตนเพื่อประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองและสังคมในเวลาต่อมา (หนังสือ "ลุงขาวไขอาชีพ", สช. 2552) ก้าวเล็ก ๆ ของเด็กหนุ่มในวันนั้น คือเงารางของ "ผู้ให้" ที่จะเติบโตขึ้นในวันข้างหน้า
พึ่งตน อดทน จนได้ดี
เมื่อสงครามสงบ โรงเรียนในกรุงเทพฯ กลับมาเปิดสอนตามปกติ วราพงษ์สมัครสอบไว้ถึง 4 แห่ง และในที่สุดได้เข้าเรียนที่ โรงเรียนพาณิชยการพระนคร (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร) ที่นี่เขายังนำทักษะการชกต่อยที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็กไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ด้วยการเป็นนักกีฬามวยสากลสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน
แต่แล้วชีวิตก็พลิกผันครั้งใหญ่ เมื่อมารดาของเขาถึงแก่กรรม จากชีวิตที่เคยมีแต่เรียน เล่น และทำกิจกรรม ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็น "เรียนและทำงาน ทำงาน และทำงาน" โชคยังดีที่ปีนั้นโรงเรียนเริ่มแบ่งการเรียนเป็นรอบเช้าและรอบบ่าย เขาจึงเลือกเรียนรอบเช้าเพื่อให้มีเวลาทำงานช่วงบ่าย
วันเวลาของวราพงษ์ในช่วงนั้นหมุนเวียนแทบไม่มีเวลาหายใจ เขาได้รับความเมตตาจากเจ้าของห้างสหมิตรสโตรย่านบางรัก ที่ให้ทั้งอาหารวันละ 3 มื้อ จักรยาน 1 คัน และที่เรียนหนังสือในตอนเช้า เพื่อตอบแทนน้ำใจนั้น เขาทุ่มเททำงานตั้งแต่บ่ายจนค่ำ พอปิดห้างก็ไปขายหนังสือและนิตยสารต่างประเทศหน้าโรงหนัง กลับถึงที่พักยังต้องหิ้วน้ำขึ้นบันไดกว่า 30 ขั้นไปเติมตุ่มให้เต็ม 5 ตุ่ม กวนสารส้มให้เรียบร้อย กว่าจะได้ซักผ้าอาบน้ำเข้านอน เข็มนาฬิกาก็หมุนเข้าสู่วันใหม่แล้ว
ตื่นตี 5 ขี่จักรยานไปรับหนังสือพิมพ์ไปส่งลูกค้า แม้กระทั่งวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดวันเดียวของสัปดาห์ เขาก็ไม่เคยหยุด ยังพาจักรยานคู่ชีพไปบรรทุกน้ำอัดลมส่งตามร้านค้าปลีก ดังที่หนังสือบันทึกไว้ว่า เขา "อดทน และอดออม เก็บเงินทุกบาททุกสตางค์ไว้ใช้อย่างรู้ค่า เพื่อจะได้ไม่ต้องรบกวนหรือไปขอพึ่งพาญาติพี่น้องหรือใคร ๆ" (หนังสือ "ลุงขาวไขอาชีพ", สช. 2552)
ตารางชีวิตที่หมุนซ้ำ ๆ เช่นนี้ดำเนินไปเกือบ 2 ปี กระทั่งเขาสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนพาณิชยการพระนครใน พ.ศ. 2490 และเริ่มต้นชีวิตการทำงานเต็มตัว — เส้นทางที่จะพาเขาไปสู่การ ตระเวนขายยาทั่วไทย และจุดกำเนิดของการสอนอาชีพ ในเวลาต่อมา
ความลำบากในวัยเยาว์ไม่ได้ทำให้เด็กชายผู้นี้ขมขื่น แต่กลับหล่อหลอมให้เขาเข้าใจหัวใจของคนที่ต้องดิ้นรน และเชื่อมั่นในพลังของ "การพึ่งตนเอง" ซึ่งต่อมากลายเป็นแก่นของแนวคิด "ไขอาชีพ" ที่ส่งต่อไปยังผู้คนนับไม่ถ้วน เรื่องราวภาพรวมทั้งชีวิตของเขาสามารถอ่านต่อได้ใน ลุงขาวไขอาชีพ: เรื่องราวของชายผู้เปลี่ยน "การให้วิชา" เป็นตำนาน