ลุงขาวไขอาชีพ.
ลุงขาวไขอาชีพ

หนึ่งคนคิด หลายชีวิตเติบโต: จากชมรมสู่มูลนิธิลุงขาวไขอาชีพ

เผยแพร่ 29 มิ.ย. 2026 · อ่าน 7 นาที

ความตั้งใจของนักจัดรายการวิทยุคนหนึ่งที่อยากสอนอาชีพให้คนยากไร้ เติบโตจนกลายเป็นเครือข่ายผู้ฟังนับไม่ถ้วน เป็น "มูลนิธิลุงขาวไขอาชีพ" และยังคงมีลมหายใจอยู่จนถึงวันนี้ — นี่คือเรื่องราวว่าทำไม "การให้วิชา" ของคนคนเดียว จึงทำให้หลายชีวิตเติบโตข้ามรุ่น

จากงานของคนคนเดียว สู่เครือข่ายวิทยากรและสมาชิกในนาม “ลุงขาวไขอาชีพ” ภาพ: มูลนิธิลุงขาวไขอาชีพ

มีคนเคยบอกว่า ถ้าให้ปลาแก่ใครสักคน เขาอิ่มได้แค่มื้อเดียว แต่ถ้าสอนให้จับปลาเป็น เขาจะเลี้ยงตัวเองได้ตลอดชีวิต ลุงขาว — วราพงษ์ พงษ์บริบูรณ์ — เชื่อในความคิดนี้อย่างจริงจัง และลงมือทำมันด้วยสองมือของตัวเอง จนกลายเป็นเรื่องราวที่หนังสือ "ลุงขาวไขอาชีพ: หนึ่งคนคิด หลายชีวิตเติบโต" ของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช., พ.ศ. 2552) บันทึกไว้ ว่าด้วยพลังของ "การให้" ที่ส่งต่อกันมาหลายสิบปี

บทความนี้เล่าช่วงสำคัญที่ความคิดของคนคนเดียวกลายเป็นสถาบัน — จากเครือข่ายผู้ฟัง สู่การจดทะเบียนเป็นมูลนิธิ สู่การส่งต่อหลังลุงขาวจากไป และคำถามถึงวันพรุ่งนี้ของมูลนิธิที่ยังรอคำตอบ

พลังของ "ผู้จัด-ผู้ฟัง": เมื่อความปรารถนาดีถูกส่งออกอากาศ

จุดเปลี่ยนเริ่มต้นเมื่อลุงขาวตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะตั้งโรงเรียนสอนอาชีพเล็ก ๆ สักแห่ง แล้วออกอากาศทางสถานีวิทยุ ท.ท.ท. ประกาศรับอาสาสมัครมาช่วยกันสร้างที่สาธิตและสอนวิชาชีพให้ผู้สนใจได้เรียนฟรี โดยระบุชัดเจนว่า "อาสาสมัครจะไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ เพราะผู้มีน้ำใจไม่จำเป็นต้องได้สิ่งตอบแทน" (สช., พ.ศ. 2552)

สิ่งที่เกิดขึ้นน่าทึ่ง — มีประชาชนส่งจดหมายแสดงความจำนงเข้ามาร่วมงานจำนวนมาก ทั้งที่ไม่เคยรู้จักหรือพบหน้ากันมาก่อน ลุงขาวจึงนัดพบกันที่ห้างขาวละออเภสัช สี่แยกแม้นศรี ถนนบำรุงเมือง วันนั้นมีอาสาสมัครมาประชุม 25 คน และที่ประชุมได้ถือเอาวันนัดพบครั้งแรกเป็นวันก่อตั้ง "ชมรมลุงขาวไขอาชีพ" (สช., พ.ศ. 2552)

ความพิเศษของชมรมนี้อยู่ที่ลุงขาวใช้วิทยุเป็นมากกว่าสื่อสอนอาชีพ ทุกขั้นตอนของงาน — ตั้งแต่การหาสถานที่ ความเห็นของคณะกรรมการ จนถึงความคืบหน้าต่าง ๆ — ลุงขาวจะเล่าออกอากาศให้ผู้ฟังได้รับรู้ราวกับเป็นรายงานถึงคนในครอบครัว นั่นเองที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของชมรม เป็น "ผู้จัด-ผู้ฟัง" ที่ผูกพันกันด้วยน้ำใจ ไม่ใช่ตัวเงิน (สช., พ.ศ. 2552) เมื่อลุงขาวเล่าว่ายังหาที่สอนไม่ได้ ก็มีผู้ฟังนำเรื่องไปบอกต่อจนได้สถานที่ของสันนิบาตเสรีชนแห่งประเทศไทย ถนนเพลินจิต มาเปิดสอนวันแรกในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2512 — วันแรกนั้นมีผู้สนใจมาเรียนกว่า 400 คน (สช., พ.ศ. 2552)

หลายชีวิตที่เติบโต: จากชมรมสู่ "มูลนิธิ"

นับจากวันนั้น ทุกวันอาทิตย์มีผู้คนมาเรียนอาชีพเป็นร้อย ๆ คน และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนชมรมต้องเปิดรับวิทยากรและวิชาใหม่ ๆ มากขึ้น ทั้งการทำอาหาร ขนม ปาท่องโก๋ ประดิษฐ์ดอกไม้ ตัดเย็บเสื้อผ้า ตัดผม เสริมสวย ซ่อมเครื่องยนต์ ทำสบู่ ทำปุ๋ย ฯลฯ ส่วนใหญ่เป็นอาชีพที่เรียนรู้ได้ง่ายและนำไปประกอบอาชีพได้จริง (สช., พ.ศ. 2552)

เส้นทางของชมรมไม่ได้ราบรื่นเสมอไป มีหลายครั้งที่ต้องย้ายสถานที่ — จากสันนิบาตเสรีชน ไปศาลาการไฟฟ้าและศูนย์เยาวชนสวนลุมพินี ภายใต้โครงการของ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่รับชมรมเข้าเป็นองค์การสมาชิก ลุงขาวและวิทยากรยึดมั่นในเจตนารมณ์เดิมเสมอ คือสอนอาชีพเพื่อเป็นวิทยาทาน ไม่เรียกร้องค่าตอบแทนจากประชาชน แม้บางกลุ่มจะยื่นมือช่วยโดยมีเงื่อนไขเชิงการค้าหรือการเมือง ชมรมก็ปฏิเสธทั้งหมด (สช., พ.ศ. 2552)

ท่ามกลางการย้ายที่ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ลุงขาวเปรียบเหมือน "คลื่นลูกใหม่-คลื่นลูกเก่า" ที่ต้องทำหน้าที่พัดเข้าหาฝั่งอยู่ดี กิจการก็ได้ จดทะเบียนเป็น "มูลนิธิลุงขาวไขอาชีพ" เมื่อ พ.ศ. 2524 (สช., พ.ศ. 2552) การสอนอาชีพในนามสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เติบโตต่อเนื่องจน "สร้างอาชีพให้กับประชาชนเป็นจำนวนนับหมื่นคน" — นี่คือ "การเติบโตที่วัดได้" ที่หนังสือบันทึกไว้ ไม่ใช่แค่จำนวนผู้เข้าอบรม แต่คือชีวิตจริงที่มีอาชีพ มีรายได้ และมีศักดิ์ศรีของตัวเอง (สช., พ.ศ. 2552)

คำว่า "ลุงขาว" ที่วิทยากรทุกคนใช้นำหน้าชื่อ ก็มีความหมายลึกซึ้ง — "ลุง" คือผู้มีประสบการณ์และวิจารณญาณ ส่วน "ขาว" คือผู้มีจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ สุขในการให้มากกว่าการรับ (สช., พ.ศ. 2552) นี่คือรากเดียวกับเรื่องราว 90 ปีของขาวละออเภสัช ที่ลุงขาวผูกพันผ่านครอบครัวขาวละออ — ความเชื่อว่าความรู้และภูมิปัญญา เมื่อส่งต่ออย่างต่อเนื่อง จะสร้างคุณค่าได้ยาวนานข้ามรุ่น

เมื่อถึงกาลก็จากลา: การส่งต่อ และวันพรุ่งนี้ของมูลนิธิ

เช้าตรู่ 7 นาฬิกาของวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ลุงขาวจากโลกนี้ไป หลังป่วยหนักและพักรักษาตัวในโรงพยาบาล (สช., พ.ศ. 2552) แต่สิ่งที่เขาเริ่มต้นไว้ไม่ได้ดับไปพร้อมกับเขา หนังสือบันทึกว่า งานของมูลนิธิยังคงดำเนินต่อเนื่อง โดยมี พี่เมย (คุณเมย เอี่ยมปน — สะกดตามที่หนังสือ สช. ระบุไว้) หลานสาวของลุงขาว เป็นผู้ดูแลมูลนิธิและเป็นวิทยากรสอนทำปาท่องโก๋ พร้อมวิทยากรรุ่นใหญ่อย่างอาจารย์สุดจิตต์ อาจารย์อุ่นเรือน อาจารย์พาสนา และวิทยากรรุ่นกลาง-รุ่นเล็กที่ยังสานต่อเจตนารมณ์เดิม (สช., พ.ศ. 2552)

ในด้านการบริหารมูลนิธิ หลังลุงขาวจากไป คุณบุญเรือน (ขาวละออ) พงษ์บริบูรณ์ ภริยาของลุงขาวและบุตรสาวของหมอหลง ขาวละออ ได้รับหน้าที่ประธานมูลนิธิในช่วง พ.ศ. 2551–2557 และต่อมา คุณวัชรพงษ์ พงษ์บริบูรณ์ บุตรชาย ได้เป็นประธานมูลนิธิ ตั้งแต่ พ.ศ. 2557 เป็นต้นมา (ข้อมูลการสืบทอดตำแหน่งนี้ตรวจสอบเพิ่มเติมนอกเหนือจากหนังสือ สช.) การส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นนี้สะท้อนว่าความตั้งใจของลุงขาวไม่ได้เป็นเพียงของคนคนเดียว แต่กลายเป็นมรดกของครอบครัวและของชุมชน

หนังสือของ สช. ปิดท้ายไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทั้งสังคม เศรษฐกิจ และทางเลือกที่มากขึ้น กำลัง "เบียดให้เส้นทางของมูลนิธิลุงขาวไขอาชีพในวันนี้ตีบเล็กลง" และตั้งคำถามว่า การช่วยเหลือเพียงลำพังจากสภาสังคมสงเคราะห์ฯ จะต่อลมหายใจให้มูลนิธินี้ได้อีกนานแค่ไหน หากไม่มีการสนับสนุนจากภาคส่วนอื่นในสังคม (สช., พ.ศ. 2552) — คำถามนี้คือเหตุผลหนึ่งที่เรื่องราวของลุงขาวควรถูกเล่าต่อ

นี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมเว็บไซต์แห่งนี้จึงมีอยู่ — เพื่อรวบรวมและส่งต่อเรื่องราวของชายผู้เปลี่ยน "การให้วิชา" ให้กลายเป็นตำนาน ไม่ให้ความตั้งใจดี ๆ ของคนดี ๆ เลือนหายไปกับกาลเวลา หากอยากรู้ว่าลุงขาวเป็นใคร อ่านได้ที่ ประวัติลุงขาวไขอาชีพ ความอดทนของเขาก่อตัวมาจากไหน ติดตามที่ วัยเด็กของลุงขาว และความคิด "ไขอาชีพผ่านสื่อ" เริ่มต้นอย่างไร อ่านได้ที่ จากขายยา สู่การสอนอาชีพ

เรียบเรียงจากหนังสือ "ลุงขาวไขอาชีพ: หนึ่งคนคิด หลายชีวิตเติบโต" โดย อรสรวง บุตรนาค จัดพิมพ์โดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ในชุด "สังคมไทยหัวใจมนุษย์" พ.ศ. 2552 ข้อมูลการสืบทอดตำแหน่งประธานมูลนิธิ (พ.ศ. 2551–2557 และ พ.ศ. 2557 เป็นต้นมา) เป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบเพิ่มเติมประกอบการเรียบเรียง บทความนี้เป็นการบันทึกเชิงประวัติและสังคม ไม่ใช่คำแนะนำทางสุขภาพ